Main Menu เมนูหลักของบล็อกนี้

Thursday, October 20, 2016

Friday, August 26, 2016

เอาจริง ๆ ผมไม่อยากให้เรามีวัฒนธรรมหนุนเด็ก ๆ ให้นิยมความมีอำนาจหน้าที่โดยไม่มีทักษะ
. . .
การมีหรือแผ่ขยายอำนาจ เป็นบริบทแบบที่เรียกกันว่า "เข้าสังคม" ซึ่งมันเริ่มด้วยแนวคิดมักง่ายแบบ "จงมีคอนเนคชั่น" ..และดันเป็นการซื้อหา จัดหา ไม่ใช่ว่าสร้างความสัมพันธ์เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันจริง ๆ อย่างการปลูกฝังความซืื่อสัตย์ขึ้นมา, แต่กลับใช้วิธีคัดเลือกแบ่งชนชั้น และความเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับการเลือกชนเลือกชั้น
. . .
การใช้อำนาจผ่านคอนเนคชั่นที่พร้อมแทงกันข้างหลัง ..เป็นทักษะเดียวที่พวกเขามีกันอยู่ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ทศววรษ หรือศตวรรษ
. . .
คอนเนคชั่นที่มีขึ้นเพื่อแทงหลังคนในชั้นเดียวกัน ทั้งไม่ซื่อสัตย์อย่างชัดเจน และน่าสมเพช
แม้แต่ระดับกระทรวงทบวงกรมของรัฐ

นิยมอำนาจ เพราะขาดทักษะ
. . .
ทักษะคือปัญญา

อำนาจไม่ใช่ปัญญา ยิ่งใช้ยิ่งดื้อ ยิ่งโง่ และสิ้นเปลือง
. . .
บางกลุ่มชน ใช้หลักการของ "สิทธิ" มาเปรี้ยวหาอำนาจให้ตัว ใช้คำจนฟุ้งเฟ้อกระทั่งฟุ้งซ่าน, ทักษะก็มลายหายสิ้น สุดท้ายทำเป็นแต่การประท้วง เรียกร้อง บีบบังคับ ใช้บางสิ่งหรือบางคนต่อรองราวกับตัวประกัน บางวันก็ใช้ประเทศ

ผ่านวันผ่านปี ก็ไม่เห็นว่าจะนำเสนออะไรที่ให้เป็นประจักษ์ว่าทักษะมี หากได้สิ่งที่เรียกร้องปาว ๆ นั้นมาเป็นอำนาจหน้าที่ในวันหนึ่งข้างหน้า

แต่ก็็กลายเป็นลัทธิเอาอย่างไปได้ คือทำตัวไม่ต่างกับฝ่ายที่ไปโจมตี และพาลกระทั่งคนที่มีทักษะจริง ๆ เข้าด้วย

..เพียงเพราะเขาไม่ได้ร่วมสังฆเวรสังฆกรรมคอนเนคชั่น ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ทำ ๆ
- - -
ความซื่อสัตย์ ควรเป็นทักษะตั้งต้น ก่อนออกจากบ้านไปผูกสัมพันธ์กับใคร และมันใช้กับการทำความรู้จักกระทั่งทั้งเอกภพ

ความซื่อสัตย์ ทำให้คนอัพเกรดเป็นมนุษย์ได้ตามอุดมคติ

Wednesday, July 27, 2016

การตรวจสอบอีเมลปลอมที่เป็น PayPal หรืออื่น ๆ



วิธีตรวจ
  1. เช็คอีเมลเมื่อไหร่ แค่เห็นจากหน้ารวมอินบ็อกซ์ไม่พอครับ เพราะส่วนของชื่อผู้ส่งกรณีอ่านแล้วไม่ใช่ชื่อสกุลบุคคล สามารถหลอกเราได้ (เช่นมาเป็นชื่อหรืออีเมลแอดเดรสของหน่วยงานหรือกิจการ)
  2. ต้องเปิดอีเมลเข้าไปดูเสมอ โดยส่วนที่ต้องดู "จุดเดียวเท่านั้น" (ก่อนจะตัดสินใจอ่านเนื้อหา) คือ ลิงค์หรือหัวลูกศรใต้ชื่อผู้ส่งลงมา (จากบนสุด) ที่เขียนว่า "แสดงรายละเอียด, คลิกเพื่อดูรายละเอียด, Details" โดยที่เราดูที่ "ส่วนท้ายหลัง @ ของอีเมลแอดเดรสเท่านั้น" ..ในกรณี PayPal ถ้าหากหลัง @ ไม่ใช่ @intl.paypal.com หรือ @paypal.com หรือ @paypal-exchanges.com หรือ @mail.paypal.com หรือ @e.paypal.com บุคคลอื่นและ/หรือบริษัทอื่นไม่สามารถจดโดเมนซ้ำกันได้ ถ้าเห็นกับตาแล้วว่าไม่ใช่ 2 อันนี้ ให้ปิดหรือลบอีเมลนี้ทิ้งได้เลย ไม่ต้องสนใจว่าชื่อแอดเดรสส่วนหน้าเครื่องหมาย @ จะเขียนว่าอะไรให้จิตใจเราไขว้เขวได้ด้วยซ้ำไป
  3. ถ้าการตรวจสอบตามข้อ 2 ให้ผลออกมาว่าหลังเครื่องหมาย @ ของอีเมลผู้ส่งจริง ๆ ในดีเทลไม่ตรงกับทั้ง 2 อันนั้น, ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเนื้อหาของอีเมลเลยครับ. และสิ่งที่ทาง PayPal ขอให้สมาชิกช่วยกันในเรื่องนี้ก็คือ ให้ช่วยกันฟอร์เวิร์ดเมลปลอมนี้ไปให้กับ PayPal ที่แอดเดรส spoof@paypal.com ส่งไปทั้งฉบับโดยไม่ต้องพิมพ์ความเห็นเราใด ๆ ทั้งนั้น ซึ่ง PayPal จะเก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ดำเนินการทางกฎหมายต่าง ๆ ต่อไปครับ. ก่อนส่งถ้านั่งอ่านไม่ต้องคลิกปุ่มอะไรในเนื้อหาทั้งสิ้นครับ เพราะปลอมทั้งหมด
  4. ถ้าตรวจตามข้อ 2 แล้วมาจาก PayPal จริง, ให้ล็อคอินเข้าเว็บ PayPal ด้วยตัวเองเพื่อตรวจสอบ เพื่อให้ปลอดภัยสูงสุดครับ

Monday, July 04, 2016

ตั้งค่า Public คือสิทธิ์แบบไหน และทำไมต้อง 1:1



1 ต่อ 1 เท่านั้นครับ เข้าถึงเนื้อหาผ่านหน้าจอหรืออุปกรณ์ส่วนบุคคล โดยผู้ถือมีกรรมสิทธิ์ในตัวอุปกรณ์นั้นโดยตรง เป็นการไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของอุปกรณ์ เช่น เยาวชนอายุไม่ถึง 13 ปี ลูก หลาน เพื่อน ญาติ บุคคลในครอบครัว และสาธารณชน เนื่องจากบางที่ตั้งของเนื้อหาอาจมีกลไกเชื่อมโยงโดยที่สามารถนำเข้าเนื้อหา ของบุคคลอื่น (บุคคลที่สาม) ที่มีความไม่เหมาะสมมาแสดงผลในอุปกรณ์ได้

เรื่องระดับอายุเยาวชนที่ 13 ปีนั้น มีที่มาทางกฎหมายจากข้อกำหนดทางสิทธิในการใช้งาน "ออนไลน์แอคเคาท์" ในหลายประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) มาจากการที่ธรรมชาติของเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ มักประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน

1.ตัวอักษร
2.ภาพถ่าย
3.ภาพกราฟิก
4.ตัวเล่นข้อมูลเสียง
5.ตัวเล่นข้อมูลภาพเคลื่อนไหว/มีและไม่มีเสียง


ซึ่งอาจมีเนื้อหาหรือทิศทางของเนื้อหาและเจตจำนงที่ไม่เหมาะสม ปลุกระดม กระตุ้นให้เกิดการซื้อโดยขาดวิจารณญาณ สิทธิ์ในการทำธุรกรรม การสื่อสารถึงบุคคลอื่น อาชญากรรม ฯลฯ ซึ่งภาพรวมมีความซับซ้อนซึ่งอาจเป็นภัยต่อเยาวชน ระดับอายุที่มีการอนุญาตให้เริ่มต้นใช้งานออนไลน์แอคเคาท์ได้ จึงประมาณไว้ที่ 13 ปี (ที่วางใจกันว่ามีปฏิภาณที่จะปกป้องตัวเองจากข้อมูลลักษณะชี้ชวนหรือ โน้มน้าวจูงใจให้ตัดสินใจหรือกระทำสิ่งไม่เหมาะสมได้)

เทคนิคทางการเผยแพร่ซ้ำตามสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์มอบให้ตามพ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ มาตรา ๑๕ (๕) นั้น มีเพียง 2 เทคนิคดังกล่าว ซึ่งเราจะพบว่าเป็นฟังค์ชั่นในระบบเว็บไซต์และแอปของโซเชียลมีเดียทั่วไป นี่คือการที่ผู้ให้บริการนั้นยอมรับข้อกฎหมายจึงมีผลในการออกแบบระบบครับ

อีกทั้งธรรมชาติของการใช้ออนไลน์แอคเคาท์นั้น จำเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะของใครของมัน คือผู้ใช้ต้องถือกรรมสิทธิ์ในอุปกรณ์นั้นจริง

ซึ่งในทางแนวคิดนั้นมาจาก แนวโน้มด้านกลไกการรักษาความปลอดภัย 3 บริบท คือ

1.What you know? - สิ่งที่เราเท่านั้นที่รู้ เช่น ข้อมูลยูสเซอร์เนม พาสเวิร์ด หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมลและพาสเวิร์ด หรือข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลนามธรรมจับต้องไม่ได้ (non-physical) และ/หรือสามารถหมายถึงนิยามแบบ ความเป็น DATA

2.What you have? - สิ่งที่เราเท่านั้นที่มีถือครองเป็นกรรมสิทธิ์โดยตรง เช่น โทรศัพท์ อุปกรณ์พกพาอื่น คอมพิวเตอร์ ที่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดนั้นอยู่กับเราจริง เช่นการให้รับ sms ที่ส่งรหัสยืนยันความปลอดภัยเข้ามาที่สมาร์ทโฟนที่เป็นหมายเลขโทรศัพท์ของ เราจริง เพราะเครื่องจะต้องอยู่ในมือถึงจะได้รับข้อความนั้น เห็นจริงและกรอกข้อมูลที่ได้รับนั้นกลับสู่เว็บไซต์ผู้ให้บริการออนไลน์แอ คเคาท์ต่าง ๆ ได้, คนอื่นที่ไม่มี "ของของเรา" ย่อมปลอมแปลงไม่ได้

3.What you are? อวัยวะร่างกายของเราเท่านั้นโดยตรง เช่น การสแกนม่านตา ลายนิ้วมือ ฯลฯ ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถแทนกันละกันได้ จึงเป็นการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด

และทั้ง 3 ประการ เป็นการยืนยันได้ว่า ผู้ที่รับสาส์นที่เผยแพร่นั้น เป็นบุคคลคนนั้นจริง ๆ.

นี่คือสิ่งที่ผู้ให้บริการแอคเคาท์ออนไลน์จำเป็นต้องควบคุมสมาชิกให้ได้ครับ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ถือแอคเคาท์ออนไลน์ เมื่อคุณสมัครหรือเปิดแอคเคาท์เท่ากับจะต้องปฏิบัติตาม เพราะมีผลทางกฎหมายทันที., ไม่ได้บังคับคุณ แต่คุณจะสมัครใจทำตามเงื่อนไขนี้เพื่อปกป้องผู้อื่นครับ ..ผู้อื่นที่อาจได้รับข้อมูลไม่เหมาะสมหรือทำร้าย-ทำลายตัวเขาได้ ทั้งจิตใจ สถานะทางสังคม และอาจถึงชีวิต (เช่นปกป้องเขาจากข่าวสารที่อันตราย หรือข้อความเกลียดชังรุนแรงต่าง ๆ ฯลฯ) โดยเฉพาะการช่วยกันทุกคนในการร่วมกันปกป้องเยาวชนของโลก

เรื่องนี้ในใจความ จึงสำคัญเสียยิ่งกว่าการถกเถียงกันเรื่องเผยแพร่ซ้ำได้หรือไม่ เก็บเงินใครหรือไม่ หรือเรื่องเนื้อหาอันมีลิขสิทธิ์นั้น ๆ ด้วยซ้ำครับ

 เพราะไม่ใช่ว่าประเด็นไปตกเรื่องว่าเนื้อหานั้นมีลิขสิทธิ์, แต่เกี่ยวกับว่า เนื้อหานั้น "มันเป็นอันตรายกับเรา หรือกับคนอื่น หรือกับเยาวชนได้หรือไม่?" ..ซึ่งจุดนี้ร้ายแรงกว่าครับ

 นี่เป็นเหตุของผลที่ว่า.. "ทำไมต้อง 1 ต่อ 1?" ครับ.

Sunday, July 03, 2016

สิทธิ์อะไรของใครมี, รู้จักกับคอนเทนเนอร์





ทำความรู้จักกับ "คอนเทนเนอร์" กันครับ

สำเนาหรือสื่อบันทึกที่เป็นวัตถุกายภาพจับต้องได้ (physical media) นั้น นับเป็น "ฟิสิคอลคอนเทนเนอร์"

ส่วนนามสกุลไฟล์ดิจิทัล หรือ "เอ็กซ์เทนชั่น" เช่น .wav .mp3 .exe และอื่น ๆ นั้น นับเป็น "ดิจิทัลคอนเทนเนอร์" ครับ

คอนเทนเนอร์ ก็คือ กล่อง หรือ หีบบรรจุ ซึ่งเมื่อเราแกะกล่อง/หีบบรจุนั้น เราก็จะพบหรือได้รับซึ่งสิ่งที่อยู่ข้างใน ซึ่งก็คือ "เนื้อหา-สาระ" และแน่นอนเป็นสินค้าที่เราซื้อ

ถ้าพูดถึงแผ่นหนัง/แผ่นเพลง <--- span="">, แผ่นเปล่าคือสินค้าอีกหมวดนึงไปเลย

ดิจิทัลคอนเทนเนอร์ หากเราเปิดด้วยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ "มันก็จะมีข้อมูลดิจิทัล คือ ไบนารีโค้ด ในนั้น". <--- span="">คือตัวสินค้า/เนื้อหา-สาระที่เราซื้อ เวลาที่เราซื้อพวกไฟล์ดิจิทัลโดยตรง เช่นไฟล์หนัง ไฟล์เพลง ไฟล์ภาพกราฟิก ไฟล์ภาพถ่าย ไฟล์โปรแกรม (ซึ่งไฟล์เหล่านี้ เป็นคอนเทนเนอร์โดยตัวมันเองด้วยนามสกุลต่าง ๆ, แต่ก็มีการจำหน่ายคอนเทนเนอร์นี้ บันทึก/บรรจุไว้ภายในฟิสิคอลคอนเทนเนอร์เช่นกัน เช่นแผ่นหนังแผ่นเพลง ธัมบ์ไดรฟ์/แฟลชไดรฟ์ เมโมรีการ์ด ที่ไม่ใช่สินค้าหมวด "แผ่นเปล่า หรือสื่อบันทึกเปล่า ๆ".)

เพราะฉะนั้น เมื่อมีการซื้อเกิดขึ้น ผู้ซือจะมีกรรมสิทธิ์ในคอนเทนเนอร์ทั้งสองแบบครับ (ในแง่ที่ว่า เราพูดกันในยุคปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ในสื่อฟิสิคอลคอนเทนเนอร์ก็จะมีดิจิทัลคอนเทนเนอร์อยู่ในนั้น)

เพราะฉะนั้นกรรมสิทธิ์ที่ได้มากับการซื้อตัวคอนเทนเนอร์ นี่ส่วนหนึ่งครับ + อีกส่วนหนึ่งคือสิทธิ์ในการเปิดคอนเทนเนอร์นั่นเอง เปิดเพื่อเข้าถึงเนื้อหา-สาระ ข้างในนั้น, เพราะนี่คือสิ่งที่เราซื้อ (เราไม่ได้ซื้อคอนเทนเนอร์เปล่า ๆ ครับ นั่นอยู่อีกหมวดสินค้านึงอย่างที่ได้กล่าวถึงไป)

นึกถึงการซื้อ "ชาเขียว" สักขวดนึงก็ได้ครับ
+ เรามีกรรมสิทธิ์ในขวดซึ่งเป็นคอนเทนเนอร์ (สินค้ารอง)
+ เราได้สิทธิ์การเข้าถึงในสินค้าหลักคือน้ำในขวด
+ ลองนึกเปรียบน้ำว่าเป็นดิจิทัลคอนเทนเนอร์, เราดิ่มเราก็จะเป็นการแกะได้ "สารอาหาร" ทางเคมีอันเปรียบได้เหมือนไบนารีโค้ด ซึ่งเป็นสินค้าตัวแท้สำหรับวิทยาศาสตร์ทางอาหาร/เครื่องดื่มครับ

การซื้อสำคัญที่เราจะได้สิทธิคุ้มครองผู้บริโภค ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเหมือนประกันที่แถม แต่เราแถมให้ตัวเองด้วยการซื้อสินค้าที่ผลิตอย่างถูกกฎหมายครับ

ส่วนของที่แจกฟรีโดยเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ทางกฎหมายแล้วก็คือสินค้าเช่นกัน แต่จำหน่ายด้วยการให้เปล่าจากตัวผู้สร้างสรรค์/ผู้ผลิต (เพราะเป็นสิทธิ์แต่เพียงผู็เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ ในพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา ๑๕), คือเรารับแจกมาจากคนอื่นไม่ได้ครับ แต่ข้อยกเว้นก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งจะนำเสนอในโอกาสต่อ ๆ ไปครับ

Saturday, July 02, 2016

ที่สาธารณะ/สถานบริการ อะไรเปิดได้และไม่ได้




/// เพิ่มเติมส่วนบนนี้เข้ามาภายหลัง: "วิทยุ/ทีวี" ในรายละเอียดตามกราฟิก ใช้กับสัญญาณฟรีทีวี/สัญญาณวิทยุสาธารณะฟรีนะครับ หมายถึงสถานีหรือผู้ให้บริการเผยแพร่สัญญาณที่ไม่ได้เป็นลักษณะบอกรับสมาชิกมีการเรียกเก็บค่าสมาชิกภาพหรือการให้บริการ, การเผยแพร่ซ้ำจากสัญญาณโดยผู้ให้บริการที่คิดค่าบริการสมาชิก ไม่สามารถทำได้ครับ ไม่ว่าการเผยแพร่ซ้ำนั้นจะเก็บเงินจากผู้ชมหรือไม่, เว้นแต่ได้ทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการว่าอนุญาตให้มีสิทธิ์ในการเผยแพร่ซ้ำได้ ส่วนจะเก็บเงินค่าชมจากผู้ชมหรือไม่ ก็ขึ้นกับรายละเอียดตามที่ได้ทำข้อตกลงกันครับ///

[ถัดจากนี้ลงไปเป็นเนื้อหาเดิมของโพสท์]

เป็นการอธิบายถึงบริบทของผู้บริโภคในการกระทำการ "เป็นผู้เผยแพร่ซ้ำ" ทั้งหมดนะครับ

ซึ่ง "สิทธิ์ในการเผยแพร่" แรกสุดนั้นเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา ๑๕ (๒)

การดูหรือฟังเองนั้นจัดเป็นการใข้งานโดยตรงในฐานะผู้บริโภคครับ, แต่พอ "เปิดให้คนอื่นดูหรือฟัง" ← นี่คือพฤติการณ์แบบ "ผู้เผยแพร่" ซึ่งค่อนข้างเป็นลักษณะการเผยแพร่ซ้ำ, ถือว่าหลุดจากบริบทของการเป็นผู้บริโภคเองไปแล้ว

คือจากความเป็น Consumer/Buyer กลายไปเป็น Content Provider ซึ่งนับเป็นลักษณะของ "ผู้ให้บริการ" (ไม่ว่าจะฟรีหรือคิดเงิน), เพราะฉะนั้นการมองตัวเองในฐานะผู้บริโภคถือว่าจบลงทันที ตรงนี้ที่ทำให้หลายคนไม่เข้าใจ ว่าตัวเองผิดอะไรครับ, ผิดโดยทางพฤติการณ์นั่นเอง คือบทบาทเปลี่ยนโดยการกระทำ

ซึ่งในส่วนของ "แผ่นแท้ (สำหรับแผ่นที่ไม่ใช่ลิขสิทธิ์แบบ Commercial use)" นั้น เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด, ในรายละเอียดของ..

มาตรา ๒๗ การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ (๕) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
มาตรา ๒๘ การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ (๕) ทั้งนี้ ไม่ว่าในส่วนที่เป็นเสียงและหรือภาพ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
(๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
(๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(๓) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว

จริง ๆ แล้วเผยแพร่ซ้ำไม่ได้เลยนะครับ, แต่กฎหมายไทยสามารถอ้างอิงคำพิพากษาและฎีกาได้ ใครที่ได้ติดตามเรื่องราวข่าวทางปัญหาการจับกุมผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ คงพอจะทราบถึง "คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553" บ้างแล้ว แต่ฎีกาฉบับนี้กล่าวถึงพฤติการณ์ในทางพาณิชย์เท่านั้น (เก็บเงินจากการเปิดให้ลูกค้าฟังหรือไม่?), ซึ่งไม่ใช่การชี้ถึงพฤติการณ์การเป็นผู้เผยแพร่ครับ และไม่ใช่สิ่งที่กราฟิกนี้นำเสนอ, เพียงแต่รายละเอียดของคดีในฎีกานี้ สำคัญตรงที่ "ทำให้เงื่อนไขในการเป็นผู้เผยแพร่ซ้ำนั้นสามารถทำได้ถ้าไม่เก็บค่าบริการจากการเปิดเพลงให้ลูกค้าฟัง" ..ตรงนี้เองที่มามีผลต่อพฤติการณ์ความเป็นผู้เผยแพร่ซ้ำที่เราพูดถึงครับ

สำหรับรายละเอียดเชิงเทคนิคที่สัมพันธ์กับกฎหมายของ "บริการสตรีมมิ่ง" จะขยายความให้ทราบในส่วนต่อไปครับ

ตอนนี้สำหรับท่านที่ทำกิจการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ฯลฯ แนะนำว่าให้คำนึงถึงการเปิดแผ่นเป็นลำดับแรกสุด, รองลงมาคือวิทยุ/ทีวี, และขอให้ข้ามการเปิดหน้าจอหรือลำโพงกระจายเสียงหากเป็นคอนเทนท์จากบริการสตรีมมิ่งไว้ก่อนครับ เพราะมีข้อบ่งใช้เกี่ยวกับสิทธิในการเป็นผู้ใช้บริการหรือสมาชิกภาพของบริการสตรีมมิ่งแต่ละแบรนด์ มีผลบังคับให้ไม่สามารถเผยแพร่ซ้ำได้ครับ ยกเว้นการแชร์ url หรือฝังโค้ดบนเว็บไซต์ของท่านเอง เพื่อให้เกิดการชมแบบ interactive เป็น 1:1 เข้าไปที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการเท่านั้น ไม่สามารถทำการเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบหรือเทคนิคที่นอกเหนือจากนี้ได้ครับ เพราะเป็นข้อตกลงทางการใช้งานที่ทุกท่านรับไว้เมื่อสมัคร รวมทั้งยังแสดงบนหน้าเว็บ url ต่าง ๆ ถึงข้อบ่งใช้ทางลิขสิทธิ์เอาไว้เป็นไฮเปอร์ลิงค์ (โดยส่วนใหญ่) ซึ่งทำให้การรับชม/เข้าชม จะต้องเป็น 1:1 ผ่านหน้าจอหรือตัวอุปกรณ์ทาง ICT ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนชิ้นอุปกรณ์แบบส่วนบุคคลและเป็นรายบุคคลเท่านั้นครับ (ในกราฟิก จึงได้ระบุไว้ว่า ทางเทคนิคไม่สามารถเปรียบเทียบกับวิทยุโทรทัศน์ได้) (ซึ่งการเข้าถึงแบบ 1:1 นี้ กรณี YouTube หลายท่านคงทราบว่า ไม่ต้องเป็นสมาชิกก็สามารถเข้าชมหน้าวิดีโอที่ตั้ง "ค่าการเผยแพร่" เป็น Public ได้, ซึ่งในทางปฏิบัติ ก็จะเกิดการชมแบบ 1:1 เช่นเดียวกันกับสมาชิกทุกประการนั่นเอง)

ข้อจำกัดทางบริการสตรีมมิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงต่อเมื่อ เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ทำเท่านั้นครับ, ซึ่งในทางปฏิบัติเรื่องการขอ/ให้อนุญาต จำเป็นต้องทำเอกสารระบุเป็นราย URL แบบเจาะจง

/// และส่วนล่างสุดนี้เพิ่มเติมภายหลังพร้อมกันกับส่วนบนสุดครับ: วิทยุ/ทีวี หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพที่มีค่าใช้จ่ายแบบบอกรับสมาชิกนั้น (ผู้บริโภคเสียค่าสมาชิกในการได้สิทธิ์รับชม) มีนัยทางเทคนิคการให้บริการสิทธิ์ที่เหมือนกับบริการสตรีมมิ่ง คือเป็นสิทธิ์แบบ 1:1 ในผู้บริโภค

เพราะฉะนั้น เกี่ยวกับงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ขอให้งดเว้นการเผยแพร่ซ้ำในที่สาธารณะหรือสถานบริการ หากเป็นสัญญาณของ 1.วิทยุ/ทีวีที่มาจากผู้ให้บริการหรือสถานีที่เรียกเก็บค่าบริการ/ค่าสมาชิกภาพ 2.บริการสตรีมมิ่ง ..ทั้งสองบริการนี้ให้งดเว้นไว้ก่อนครับ ถ้าไม่ได้ทำข้อตกลงขอสิทธิ์กระทำการเป็นผู้เผยแพร่ซ้ำเป็นกรณีเฉพาะไปที่ผู้ให้บริการ ///.